ReadyPlanet.com
dot dot
bulletความหมาย India I & D
bulletปรัชญาอินเดีย
bulletยุคพุทธศาสนาถึงปัจจุบัน
bulletพราหมณ์-ฮินดูในไทย
bulletเศรษฐกิจอินเดีย
bulletคีตศิลป์
bulletจิตรกรรมอินเดีย
bulletปฎิมากรรมอินเดีย
bulletมหากาพย์มหาภารตะ
bulletมหากาพย์ มหารามายณะ
bulletภควัทคีตา
bulletภาษาฮินดี (Hindi)
bulletภาษาอูรดู (Urdu)
bulletภาษาเบงกาลี (Bengali)
bulletภาษาปัญจาบี (Punjabi)
bulletภาษาสันสกฤต
bulletภาษาทมิฬ (Tamil)
bulletเรียนภาษาฮินดี
bulletBihar
bulletChhattisgarh
bulletOrissa
bulletSikkim
bulletWest-Bangal
bulletArunachal Pradesh
bulletAssam
bulletManipur
bulletMeghalaya
bulletMizoram
bulletNagaland
bulletTripura
bulletมหาเทพฮินดู
bulletแนะนำร้านอาหารอินเดีย
bulletแต่งกายชาย
bulletดาราอินเดีย
bulletสมุนไพร
bulletเครื่องสำอางค์อินเดีย


สังคายนาครั้งที่ ๓ article

สังคายนาครั้งที่ ๓ (The third Buddhist Synod)

     พ.ศ.๒๘๗ พระโมคคัลลีบุตรติสสเถระ ได้ถวายเทศนาแก่พระเจ้าอโศกมหาราช จนพระองค์ทรงมีความเลื่อมใส และซาบซึ้งในหลักธรรมอันบริสุทธิ์ของพระพุทธองค์ ได้ประทับอยู่ที่อุทยานนับเป็นเวลา ๗ วัน เพื่อชำพระศาสนาให้บริสุทธิ์จากเดียรถีย์เข้าปลอมบวช ในวันที่ ๗ พระองค์ได้ประกาศบอกนัดให้พระภิกษุที่อยู่ในชมพูทวีปทั้งสิ้นให้มาประชุมที่อโศการามเพื่อชำระความบริสุทธิ์ของตน ภายใน ๗ วัน พระองค์ประทับนั่งภายในม่านกับท่านโมคคัลลีบุตรติสสเถระ ได้สั่งให้ภิกษุผู้สังกัดอยู่ในนิกายนั้น ๆ นั่งรวมกันเป็นนิกาย ๆ แล้วตรัสถามให้พระอธิบายคำสอนของพระพุทธองค์ ซึ่งพระสงฆ์เหล่านั้นได้อธิบายผิดไปตามลัทธิของตน ๆ พระเจ้าอโศกมหาราชจึงได้ตรัสให้สึกพระอลัชชีเหล่านั้นทั้งหมด ซึ่งเป็นจำนวนหกหมื่นรูป ครั้นกำจัดพระภิกษุพวกอลัชชีให้หมดไปจากพุทธศาสนาแล้ว พระโมคคัลลีบุตรติสสเถระ จึงได้จัดให้มีการทำสังคายนาครั้งที่ ๓ ขึ้นที่อโศการามเมืองปาฏลีบุตร โดยได้รับราชูปถัมภ์จากพระเจ้าอโศกมหาราชอย่างเต็มที่
 
พระโมคคัลลีบุตรติสสเถระเป็นประธานสังคายนาครั้งที่ ๓ ที่อโศการาม นครปาฏลีบุตร
     ในการทำสังคายนาครั้งนี้ มีพระภิกษุเข้าร่วม ๑,๐๐๐ รูป ล้วนแต่เป็นผู้เชี่ยวชาญแตกฉานในพระไตรปิฎก ได้อภิญญา ๖ และปฏิสัมภิปทา ๔ สังคายนาครั้งนี้ได้ทำเช่นเดียวกับสังคายนาครั้งที่ ๑ ได้มีการปุจฉาวิสัชนาพระวินัยปิฎกก่อน เริ่มตั้งแต่ปฐมปาราชิก สังคายนาวัตถุ นิทาน บุคคลบัญญัติ อนุบัญญัติ อาบัติ และอนาบัติ แล้วสังคายนาในทุติยปาราชิกไปตามลำดับ จนครบ ปาราชิกทั้ง ๔ แล้วยกปาราชิกทั้ง ๔ ขึ้นตั้งไว้เป็น ปาราชิกกัณฑ์ ยกสังฆาทิเสส ๑๓ สิกขาบทเป็นเตรสกัณฑ์ เป็นต้น เมื่อสังคายนาพระวินัยปิฎก เสร็จแล้วได้สังคายนาพระสุดตันตปิฎกต่อไป เริ่มตั้งแต่ทีฆนิกายจนถึงขุททกนิกายในการทำสังคายนาครั้งนี้ได้จัดทำสังคายนาพระอภิธรรมปิฎกอีก คือ ในสังคายนาพระอภิธรรม ๗ คัมภีร์เริ่มต้งแต่ธรรมสังคณีจนถึงมหาปัฎฐาน

      เรื่องที่สำคัญในการทำสังคายนาครั้งนี้ ก็คือพระโมคคัลลีบุตรติสสเถระได้ร้อยกรองคัมภีร์กถาวัตถุขึ้น เพื่อแก้ปัญหาต่าง ๆ ที่ยังคลุมเครือให้แจ่มแจ้ง โดยได้ตั้งคำถาม และคำตอบไปในตัวกถาวัตถุ (เรื่อง)กล่าวถึงธรรมหมวดใด ก็เรีกตามชื่อของธรรมหมวดนั้น เช่น กล่าวถึงบุคคลก็เรียกชื่อว่าบุคคลากถา กล่าวถึงความเสื่อมก็เรียกว่า ปริหานิยกถา รวมทั้งหมดมี ๒๑๙ กถา และกถาวัตถุ เป็นคัมภีร์หนึ่งในอภิธรรม ๗ คัมภีร์ คือ ๑. ธรรมสังคณี ๒.วิภังคะ ๓.ธาตุกถา ๔.บุคคลบัญญัติ ๕. กถาวัตถุ ๖ยมกะ ๗.ปัฏฐานะนักปราชญ์หลายท่านให้ความเห็นว่า กถาวัตถุมิใช่หนังสือที่บรรจุไว้ซึ่งพระพุทธน์อันดั้งเดิม พระโมคคัลลีบุตรติสสเถระพึ่งจะรจนาขึ้นเมื่อคราวทำสังคายนาครั้งที่ ๓ ในรัชสมัยของพระเจ้าอโศกมหาราช หลังจากที่พระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้ว ๒๓๖ ปี
     

เรื่องที่สำคัญที่สุดในการทำสังคายนาครั้งที่ ๓ นี้ก็คือ พระเจ้าอโศกมหาราชได้ทรงส่งสมณทูตไปประกาศพุทธศาสนาในแคว้นและประเทศต่าง ๆ รวมทั้งหมดมี ๙ สายด้วยกันคือ
     ๑. พระมัชณันติกเถระ ไปแคว้นกัศมีร์และคันธาระ อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของอินเดีย ซึ่งได้แก่แคว้น แคชเมียร์ในปัจจุบันนี้
     ๒. พระมหาเทวะเถระ ไปมหิสสกมณฑล อยู่ทางทิศใต้ของแม่น้ำโคธาวารี ซึ่งได้แก่ไมซอร์ ในปัจจุบัน (อยู่ ทางทิศใต้ของอินเดียติดกับเมืองมัทราส)
     ๓. พระรักขิตเถระ ไปวนวาสีประเทศ อยู่ในเขตกนราเหนือ ภาคตะวันตกเฉียงใต้
     ๔. พระโยนกธัมมรักขิตเถระ ไปปรันตชนบทอยู่ริมฝั่งทะเลอาระเบียนทิศเหนือของบอมเบย์
     ๕. พระมหาธัมมรักขิตเถระ ไปที่แคว้นมหาราษฎร์ ภาคตะวันตกไม่ห่างจากบอมเบย์ในปัจจุบัน
     ๖. พระมหารักขิตเถระ ไปโยนกประเทศได้แก่ เขตแดนบากเตรียในเปอร์เซียปัจจุบัน
     ๗. พระมัชฌิมเถระ ไปหิมวันประเทศได้แก่เนปาล ซึ่งอยู่ตอนเหนือของอินเดีย
     ๘. พระโสณเถระ และพระอุตตรเถระ ไปสุวรรณภูมิ ได้แก่ ไทย พม่า และมอญทุกวันนี้
     ๙. พระมหินทเถระ ไปประเทศเกาะสิงหล หรือประเทศศรีลังกา
 
 
       เมื่อเห็นการเผยแผ่ไปของพุทธศาสนาทั้ง ๙ สายนี้แล้ว ก็พอจะทราบได้ว่า ในรัชสมัยของพระเจ้าอโศกมหาราชนี้ พุทธศาสนาได้เจริญรุ่งเรืองแพร่หลายไปไกลที่สุดยิ่งกว่าสมัยใด ๆ นับตั้งแต่พุทธศาสนาอุบัติขึ้นมา ในสมัยเมื่อพระองค์ยังทรงพระชนมายุอยู่นั้น พุทธศาสนาได้เจริญอยู่ในแคว้น มคธ โกศล วัชชี อังคะ วังสะ กาสี และอุชเชนี คือได้เจริญอยู่ทางทิศเหนือทิศตะวันออกเฉียงเหนือและตอนกลางบางส่วน พระพุทธองค์ได้เสร็จไปประกาศพุทธศาสนาใน ๗ รัฐเท่านั้น ส่วนทางทิศใต้สุด ตะวันออกสุด และตะวันตกสุด พุทธศาสนายังไปไม่ถึงศาสนาพราหมณ์ ยังมั่นคงแข็งแรงอยู่แม้แต่ในที่พุทธศาสนาเจริญรุ่งเรือง ก็ยังมีศาสนาพราหมณ์ และศาสนาเชนแทรกซึมอยู่ทุกแห่ง ในยุคของพระองค์ได้ติดต่อกับราชอาณาจักรของกษัตริย์ที่อยู่ห่างไกล เช่น

     กษัตริย์โยนะ นามว่า อันติโยคะ คือ พระเจ้าอันติโอโคส (Antiochos) แห่งซีเรีย
     พระเจ้าตุระมายะ คือพระเจ้าปโตเลมี (Ptolemy) แห่งอีหยิปต์
     พระเจ้าอันเตกินะ คือพระเจ้าอันติโคโนส (Antgonos) แห่งมาเซโดเนีย
     พระเจ้ามคะ หรือพระเจ้ามคัส(Magas) อาณาจักรไกรีนถัดจากอียิปต์
     พระเจ้าอลิกกสุนทระหรือ พระเจ้าอเล็กซานเดอร์ (Alexander) แห่งเอปิรุสหรือประเทศกรีก

      จากหลักฐานที่เราได้พบและได้รู้จากหลักศิลาจารึกของพระเจ้าอโศกมหาราช ซึ่งปักไว้ตามสถานที่สำคัญต่าง ๆ เกือบทั่วประเทศอินเดียนั้นแสดงให้เห็นว่า พระองค์ทรงมีความเลื่อมใสในพุทธศาสนาอย่างมาก พวกเรารุ่นหลังจึงได้อาศัยสิ่งก่อสร้างเหล่านี้เป็นหลักฐานในทางประวัติศาสตร์ ไม่อย่างนั้นเราอาจไม่รู้ว่า สถานที่สำคัญของพุทธศาสนาในสมัยนั้นอยู่ที่ไหนบ้าง

สรุปการทำสังคายนาครั้งที่ ๓
     ๑. ทำที่อโศการาม เมืองปาฏลีบุตร แคว้นมคธ
     ๒. พระโมคคัลลีบุตรติสสเถระเป็นประธาน
     ๓. พระเจ้าอโศกมหาราชเป็นองค์อุปถัมภ์
     ๔. พระอรหันต์ ๑,๐๐๐ องค์ เข้าร่วมประชุม
     ๕. พระโมคคัลลีบุตรติสสเถระได้รจนากถาวัตถุขึ้น
     ๖. ส่งสมณทูตไปประกาศพุทธสาสนารวม ๙ สาย
     ๗. การทำสังคายนาครั้งนี้เพื่อกำจัดภิกษุอลัชชีหกหมื่นที่ปลอมบวช
     ๘. ทำอยู่ ๙ เดือนจึงสำเร็จ พุทธศาสนาแผ่ไพศาลมากยิ่งขึ้น
     ๙. พระโมคคัลลีบุตรติสสะเถระเป็นผู้ถาม
     ๑๐. พระมัชฌันติกเถระ และพระมหาเทวเถระเป็นผู้วิสัชนา
     ๑๑. เมื่อพระพุทธองค์เสด็จปรินิพพานแล้ว ๒๓๖ ปี

ผลดีของการสังคายนา
สังคายนาครั้งนี้ ในตำราพุทธศาสนาฝ่ายมหายานของฝ่ายจีน หรือธิเบต และท่านเฮี้ยนจังก็มิได้กล่าวไว้ในรายงานของท่านแต่อย่างใด หลังสิ้นสุดสังคายนาแล้วได้มีผลดีเกิดขึ้นหลายอย่างคือ
     ๑. กำจัดภิกษุผู้ปลอมบวชได้ ทำให้สังฆมณฑลบริสุทธิ์ขึ้น
     ๒. รวบรวมพระไตรปิฎกเป็น ๓ หมวดอย่างสมบูรณ์ คือ พระวินัยปิฎก พระสุตตันตปิฎก และพระอริธรรมปิฎก
     ๓. พระโมคคัลลีบุตรติสสเถระแต่งกถาวัตถุ ไว้ในพระอภิธรรมปิฏกด้วย สังคายนาครั้งที่ ๓ นี้ได้มีพระเถระที่มีบทบาทสำคัญที่ควรจะได้กล่าวถึงหลายท่านคือ

 พระโมคคัลลีบุตรติสสเถระ (Mokkalliputratissathera)
     ท่านเป็นชาวเมืองปาฏลีบุตร เป็นบุตรของพราหมณ์ผู้คงแก่เรียน เมื่อสมัยเด็กได้ศึกษาไตรเพทอย่างช่ำชอง ต่อมาพระสิคควะได้มาเยี่ยมพราหมณ์ผู้เป็นบิดาที่บ้าน และเมื่อกุมารได้ถามคำถามเกี่ยวกับพระเวท พระเถระได้ตอบปัญหาในพระเวทได้อย่างแจ่มแจ้ง แต่เมื่อถูกถามเรื่องพุทธศาสนา โมคคัลลีบุตร ติสสกุมารไม่อาจให้คำตอบได้ เพราะความอยากรู้ในพุทธศาสนา พระเถระจึงจัดการบรรพชาให้ศึกษากัมมัฏฐานอย่างจริงจังก็บรรลุโสดาปัตติผล แล้วไปศึกษาต่อกับพระจันทวัชชี ต่อมาอุปสมบทเป็นพระภิกษุแล้วเจริญวิปัสสนาญาณจนบรระลุพระอรหันต์ เมื่อพระเจ้าอโศก มหาราชหันมานับถือพุทธศาสนา ท่านได้รับการเคารพอย่างสูงจากพระเจ้าอโศก เจ้าชายมหินทะและเจ้าหญิงฆมิตตา พระโอรสและพระธิดาก็ได้รับการอุปสมบทจากท่าน ต่อมาท่านได้รับการไว้วางใจให้เป็นประธานทำสังคายนาครั้งที่ ๓

 

 พระอุปคุตต์เถระ (Upaguptathera)
     ท่านเกิดในตระกูลพ่อค้าเครื่องหอมชาวเมืองมถุรา นครนี้ตั้งอยู่บนฝั่งแม่น้ำยมุนา (ใกล้เมืองหลวงเดลลีปัจจุบัน) มีพี่น้อง ๓ คน ท่านเป็นคนหนึ่งในบุตร ๓ คน บิดาได้สัญญากับพระญาณวาสีว่าถ้าได้บุตรชายจะให้บวชแต่เมื่อได้มา ๓ คน ก็ยังไม่ได้ถวายพระเถระแต่อย่างใด โดยอ้างว่าจะให้เป็นผู้ค้าขายของที่ร้านแทน เมื่อหนุ่มพระเถระจึงไปแสดงตัว ขณะที่อุปคุตต์หนุ่มกำลังสาละวนอยู่กับการขายของที่ร้าน ด้วยเทศนาของพระเถระจึงได้ดวงตาเห็นธรรมแล้วขออนุญาตอุปสมบทในพุทธศาสนา
 

    ช่วงแรกบิดายังอิดออด พระเถระจึงต้องทวงสัญญาบิดาจึงอนุญาต เมื่อได้อุปสมบทแล้วเจริญวิปัสสนากัมมัฏฐานจนได้บรรลุพระอรหัต ต่อมาท่านเป็นวิปัสสนาจารย์ที่ชำนาญ กล่าวกันว่าท่านมีศิษย์ศึกษากัมมัฏฐานด้วยถึง ๑๘,๐๐๐ องค์ ทุกองค์ล้วนเป็นพระอรหันต์ ท่านจำพรรษาที่วัดนัตภัตการาม ภูเขาอุรุมนท์ ต่อมาพระเจ้าอโศกได้อาราธนามาจำพรรษาที่วัดอโศการาม เมืองปาฏลีบุตร ท่านเป็นผู้พาพระเจ้าอโศกเสด็จกราบสังเวชนียสถานทั่วอินเดีย และสร้างเสาหินปักไว้เป็นหลักฐาน
 

พระวีตโศกหรือพระติสสเถระ (Vitashokathera)
     ท่านเป็นพระอนุชาของพระเจ้าอโศกมหาราช มีพระมารดาคนเดียวกับพระเจ้าอโศก จึงรอดชีวิตขณะที่พี่น้องหลายคนสิ้นพระชนม์ เพราะพระเจ้าอโศกสั่งประหารคราวยึดราชปัลลังก์ปาฏลีบุตร เกิดในพระราชวังเมืองปาฏลีบุตร มีพระบิดาคือพระเจ้าพินทุสาร เจ้าชายวีตโศกหรือติสสะ ทรงกังขาที่พระสงฆ์ได้รับการอุปถัมภ์อย่างดีจะเลิกกิเลสได้อย่างไร ความทราบถึงพระเจ้าอโศกจึงมีอุบายสั่งให้ครองราชย์ ๗ วันแล้วจะนำไปประหารเมื่อ ครบ ๗ วันแล้วจึงได้ตรัสถาม เจ้าชายตรัสว่า ๗ วันมีแต่ความทุกข์ เพราะกลัวความตายที่จะมาถึง พระองค์จึงตรัสว่า พระสงฆ์ก็เช่นเดียวกัน ต่างกลัวในชาติ ชรา ทุกข์และมรณภัย จำต้องเร่งขวนขวายเพื่อให้บรรลุ เมื่อได้ทราบดังนั้นเจ้าชายก็เลื่อมใสในพระศาสนา แล้วประทานขออนุญาตอุปสมบท ฝ่ายสันสกฤตกล่าวว่า ท่านอุปสมบทกับพระยสะ ส่วนฝ่ายบาลีกล่าวว่า อุปสมบทกับพระมหาธรรมรักขิตเถระ เมื่อได้รับการอนุญาตจึงอุปสมบทแล้วปลีกวิเวกที่แคว้นวิเทหะจนได้บรรลุพระอรหัต ท่านเป็นกำลังสำคัญในการเผยแพร่พุทธศาสนา เมื่ออายุ ๘๐ พรรษาก็เข้าสู่นิพพาน
 

พระมหินทเถระ (Mahindrathera)
     ท่านเป็นพระราชโอรสของพระเจ้าอโศกมหาราช ประสูติที่เมืองอุชเชนี คราวที่พระบิดาเป็นเจ้าชายไปเป็นผู้สำเร็จราชการที่เมืองนั้น ได้รับการศึกษาเป็นอย่างดี ต่อมาจึงย้ายมาที่เมืองปาฏลีบุตร ท่านและเจ้าหญิงสังฆมิตตา ได้รับการอุปสมบท เพราะพระบิดาต้องการเป็นญาติกับพระศาสนา โดยมีพระโมคคัลลีบุตรดิสสเถระเป็นพระอุปัชฌาย์ พระมหาเทวะเป็นผู้ให้บรรพชา ส่วนเจ้าหญิงสังฆมิตตามีพระมหาเถรีธรรปาลีเป็นอุปัชฌายินี พระเถรีอายุปาลีเป็นพระกรรมวาจา ท่านทั้งสองได้รับการอุปสมบทในรัชสมัยที่พระบิดาครองราชย์ได้ ๖ ปี ท่านเจริญวิปัสสนาอย่างเอกอุ ในที่สุดก็ได้บรรลุพระอรหนต์

     คราวที่พระเจ้าอโศกดำริส่งพระธรรมทูตเพื่อเผยแพร่พุทธศาสนาสู่ต่างแดน ท่านและพระสังฆมิตตาเถรีได้รับอาสาไปเผยแพร่พุทธศาสนาสู่ต่างแดน ท่านและพระสังฆมิตตาเถรีได้รับอาสาไปเผยแพร่พุทธศาสนาที่เกาะสิงหล ท่านทั้งสองนำหน่อต้นพระศรีมหาโพธิ์จากพุทธคยาไปด้วยและปลูกที่นั้นจนเจริญเติบโตยืนยาวจนถึงปัจจุบัน ท่านได้รับการต้อนรับจากพระเจ้าเทวานัมปิยติสสะพระมหากษัตริย์ของสิงหลเป็นอย่างดี ทำให้พุทธศาสนาหยั่งรากลึกในเกาะลังกาตั้งแต่นั้นมา พระเจ้าอโศกมหาราชนับเป็นพระมหากษัตริย์ ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของอินเดียทั้งในอดีตจนถึงปัจจุบัน พระองค์เป็นนักประชาสัมพันธ์ที่หาได้ยาก งานสำคัญที่สุดคือการจารึกเรื่องราวของพระองค์ไว้ในเสาหินในที่ต่าง ๆ หลังจากรพระเจ้าอโศกมหาราชแล้วยังไม่มีมหากษัตริย์องค์ใดทำได้เช่นนี้

     เมื่อพระเจ้าอโศกมหาราชสวรรคตแล้ว ผู้สืบราชบัลลังก์ปาฏลีบุตรไม่มีเดชานุภาพเท่า ทำให้หลายเมืองแยกตัวออกไปเป็นอิสระ ตอนนี้จักรวรรดิมคธที่กว้างใหญ่ไพศาลได้พูกแบ่งออกเป็น ๒ ส่วน ในคัมภีร์ปุราณะกล่าวว่า ผู้สืบราชสมบัติต่อจากพระเจ้าอโศก คือ
     ๑. เจ้าชายสัมปทิหรือสัมประติ (Samprati) พระนัดดาของพระเจ้าอโศก พระราชโอรสของเจ้าชายกุณาละ ปกครองอาณาจักรมคธ ด้านทิศปัจจิม (ตะวันตก) ทรงเลื่อมใสในศาสนาเชน ทรงอุปถัมภ์นิครนถ์อาชีวกชีเปลือยอย่างจริงจัง พระองค์เป็นลูกศิษย์ของสุหัสตินผู้เป็นลูกศิษย์ของภัทรพาหุอาจารย์เชนที่สำคัญในยุคนั้น นอกนั้นยังส่งธรรมทูตของเชนออกเผยแผ่ทั่วชมพูทวีปเลียนแบบการส่งพระธรรมทูตของพระเจ้าอโศกอีกด้วย และต่อมาได้เบียดเบียนพุทธศาสนา ๆ ก็เริ่มอ่อนแรงลงอย่างมาก
     ๒. เจ้าชายทศรถ (Dasaratha) ปกครองอาณาจักรมคธ ด้านทิศบูรพา ไม่ทรงโปรดพุทธศาสนาเช่นเดียวกัน บางตำรากล่าวว่าพระเจ้าทศรถทรงนับถือศาสนาเชน จารึกที่ภูเขานาครชุน แคว้นพิหาร บอกเราว่า พระเจ้าทศรถหลังการครองราชสมบัติได้ถวายถ้ำแห่งหนึ่งให้อาชีวก แม้จะเป็นศาสนิกของเชน แต่พระองค์ก็ไม่ได้ทำลายพุทธศาสนาแต่อย่างใด ราชวงศ์เมารยะจึงเป็นราชวงศ์ที่นับถือทุกศาสนาในยุคนั้นคือ เชน พุทธ พราหมณ์

     ดังนั้นอาณาจักรมคธอันกว้างใหญ่ก็เริ่มแตกแยกและสลายตัวลงอย่างรวดเร็ว ถึงรัชสมัยพระเจ้าพฤหัสรถ ราชวงศ์เมารยะองค์สุดท้ายที่ถูกพราหมณ์คนหนึ่งชื่อ สุงคะ ล้มราชวงศ์เสียและสถาปนาตัวเองเป็นกษัตริย์นามว่าปุษยมิตร (Pushyamitra)

 

 พระเจ้าปุษยมิตร (Pushyamitra)
     ราว พ.ศ.๓๕๘ พระเจ้าปุษยมิตรได้อำนาจจากการกบฏล้มราชบัลลังก์ของพระเจ้าพฤหัสรถ กษัตริย์องค์สุดท้าย แห่งราชวงศ์เมารยะ เพราะเคยเป็นพราหมณ์มาก่อน ได้รอจังหวะที่มีอำนาจเพื่อหวังทำลายพุทธศาสนา เพราะพระเจ้าอโศกทรงห้ามการล่าสัตว์ และฆ่าสัตว์บูชายัญ จึงสร้างความไม่พอใจให้กับพวกพราหมณ์เป็นอย่างมาก แต่ก็ไม่อาจจะทำอะไรได้ เมื่อได้เป็นกษัตริย์สมใจ ได้เรียกราชวงศ์ที่ตนเองตั้งขึ้นว่า สุงคะ จึงได้รื้อฟื้นประกอบพิธีอัศวเมธ ฆ่าม้าบูชายัญ

     ดังนั้นศาสนาพราหมณ์หรือฮินดูจึงฟื้นชีพขึ้นมาอีก ทรงทำลายวัดพุทธศาสนาอย่างมากมาย ตลอดตั้งค่าหัวพระสงฆ์ ๑๐๐ ทินาร์ ถ้าใครตัดหัวพระสงฆ์หรือพุทธศาสนิกชนได้ ยุคนี้พุทธศาสนา ถูกทำลายอย่างหนัก ในบันทึกของท่านตารนาถนักประวัติศาสตร์ชาวธิเบตชื่อดังได้ กล่าวว่า "พระเจ้าปุษยมิตร กษัตริย์ฮินดูองค์นี้ได้ทำลายอารามกุกกุฏาราม เมืองเวสาลี และวัดพุทธศาสนาที่สาคละที่ปัญจาปตะวันออก และพระราชทานรางวัลจำนวน ๑๐๐ ทีนาร์สำหรับผู้ตัดศีรษะชาวพุทธได้" นี้เป็นเครื่องยืนยันถึงการทำลายล้างพุทธศาสนา เป็นครั้งแรกจากกษัตริย์ต่างศาสนาหลังพุทธกาลมา

     ปุษยมิตรปกครองมคธนานถึง ๓๖ ปี เมื่อสวรรคตแล้ว พระเจ้าอัคนิมิตร (Agnimitra) พระโอรสได้ปกครองมคธต่อมา พระองค์ไม่ได้ทำลายพุทธศาสนาแต่ก็ไม่สนับสนุน พระเจ้าอัคนิมิตรปกครองมคธ แค่ ๘ ปี ยุคนี้จึงเป็นยุคมืดของพุทธศาสนาในแคว้นมคธ แม้ว่าจะถูกทำลายล้างแต่พุทธศาสนาในส่วนอื่นของอินเดียยังเจริญรุ่งเรืองและแผ่ขยายกว้างไกลแม้กระทั่งภาคใต้ของอินเดีย จนเริ่มมีการสร้างวัดถ้ำขึ้นหลาย ๆ แห่ง โดยเฉพาะที่ถ้ำอชันตา รัฐมหาราษฎร์

 




พุทธศาสนาในอินเดีย

อินเดียก่อนยุคพุทธกาล article
การมาของชาวอารยัน article
ศาสนาพราหมณ์ article
อาศรม ๔ article
วรรณะทั้ง ๔ article
สำนักปรัชญาทั้ง ๖ article
ครูทั้ง ๖ article
ยุคมหากาพย์ article
อินเดียยุคพุทธกาล article
ศากยวงศ์ article
การอุบัติขึ้นของพุทธศาสนา article
ประสูติ (Born) article
ตรัสรู้ article
แสดงพระธรรมเทศนา article
ปรินิพพาน article
กษัตริย์องค์สำคัญยุคพุทธกาล article
พุทธศาสนายุคหลังพุทธปรินิพพาน-พ.ศ.๒๐๐ article
พระเจ้าอชาตศัตรูย้ายเมือง article
ความวิบัติแห่งสีลสามัญญตา article
สังคายนาครั้งที่ ๒ article
อเล็กซานเดอร์มหาราช article
พุทธศาสนายุค พ.ศ. ๒๐๐-๕๐๐ article
พระเจ้าพินทุสาร article
พระเจ้าอโศกมหาราช article
สร้างถ้ำอชันตา article
พุทธศาสนายุค พ.ศ.๕๐๐-๘๐๐ article
กำเนิดพระพุทธรูป article
กำเนิดและวิวัฒนาการของมหายาน article
พระเจ้ากนิษกะมหาราช article
สังคายนาครั้งที่ ๔ article
กลุ่มพระนักบวชในยุคนั้น article
พุทธศิลป์มถุรา article
พุทธศิลป์สมัยอมราวดี article
พุทธศาสนายุค พ.ศ.๘๐๐-๑๑๐๐ article
จดหมายเหตุพระฟาเหียน article
พุทธศิลป์สมัยคุปตะ article
บุคคลสำคัญในยุคนั้น article
มหาวิทยาลัยพุทธศาสนา article
ราชอาณาจักรวลภี article
พุทธศาสนา ยุค พ.ศ. ๑๑๐๐-๑๓๐๐ article
พระเจ้าหรรษวรรธนะ article
จดหมายเหตุพระถังซัมจั๋ง article
จดหมายเหตุพระอี้จิง article
พุทธศาสนา ยุค พ.ศ.๑๓๐๐-๑๗๐๐ article
พุทธศิลป์สมัยโจฬะ article
พุทธาวตาร article
พุทธตันตระ article
พุทธศิลป์สมัยปาละ article
ราชวงค์เสนะ article
พุทธศาสนายุคมุสลิมยึดครอง พ.ศ. ๑๗๐๐-๒๒๐๐ article
ราชวงศ์ทาส article
จดหมายเหตุพระธรรมสวามิน article
ราชวงศ์มุสลิม article
ศาสนาซิกซ์ article
ราชวงศ์โมกุล article
พุทธศาสนายุคอังกฤษปกครอง พ.ศ. ๒๒๐๐-๒๔๙๐ article
การมาของอังกฤษ article
กบฏซีปอย article
อังกฤษยกลุมพินีให้เนปาล article
ลัทธิชาตินิยม article
การค้นพบจารึกที่เมืองกิลลกิต article
สาเหตุที่พุทธศาสนาเสื่อมจากอินเดีย article
พุทธศาสนายุคหลังเอกราช พ.ศ. ๒๔๙๐ article
กลุ่มฟื้นฟูชาวอินเดีย article
กลุ่มบุคคลที่ช่วยฟื้นฟูพุทธศาสนา article
สังคมชมพูทวีปสมัยก่อนพระพุทธเจ้า article
แคว้นอังคะ article
แคว้นมคธ article
แคว้นกาสี article
แคว้นโกศล article
แคว้นวัชชี article
แคว้นมัลละ article
แคว้นวังสะ article
แคว้นอวันตี article
แคว้นคันธาระ article
แคว้นปัญจาละ article
แคว้นต่างๆในสมัยพุทธกาล article
พุทธศาสนายุคปัจจุบัน (Buddhism in present time) article
อุปสรรคการเผยแพร่พุทธศาสนาในอินเดีย article
กลุ่มบุคคลและองค์กรชาวพุทธที่สำคัญ article
วัดไทยในอินเดีย (Thai temple in India) article



Copyright © 2011 All Rights Reserved.