ReadyPlanet.com
dot dot
bulletความหมาย India I & D
bulletปรัชญาอินเดีย
bulletยุคพุทธศาสนาถึงปัจจุบัน
bulletพราหมณ์-ฮินดูในไทย
bulletเศรษฐกิจอินเดีย
bulletคีตศิลป์
bulletจิตรกรรมอินเดีย
bulletปฎิมากรรมอินเดีย
bulletมหากาพย์มหาภารตะ
bulletมหากาพย์ มหารามายณะ
bulletภควัทคีตา
bulletภาษาฮินดี (Hindi)
bulletภาษาอูรดู (Urdu)
bulletภาษาเบงกาลี (Bengali)
bulletภาษาปัญจาบี (Punjabi)
bulletภาษาสันสกฤต
bulletภาษาทมิฬ (Tamil)
bulletเรียนภาษาฮินดี
bulletBihar
bulletChhattisgarh
bulletOrissa
bulletSikkim
bulletWest-Bangal
bulletArunachal Pradesh
bulletAssam
bulletManipur
bulletMeghalaya
bulletMizoram
bulletNagaland
bulletTripura
bulletมหาเทพฮินดู
bulletแนะนำร้านอาหารอินเดีย
bulletแต่งกายชาย
bulletดาราอินเดีย
bulletสมุนไพร
bulletเครื่องสำอางค์อินเดีย


ศาสนาเชนและความเป็นมา article

ศาสนาเชน (Jainism)

 มหาวีระ ศาสดาแห่งศาสนาเชน

       สังคมอินเดียในสมัยพุทธกาล เต็มไปด้วยลัทธิความเชื่อเกิดขึ้นมาใหม่มากมาย ในครั้งนี้ ผมขอชวนไปทำความรู้จักกับผู้ก่อตั้งระบบความเชื่อคนสำคัญคนหนึ่ง นั่นคือ ศาสดามหาวีระ (Mahavira) ผู้ก่อตั้งศาสนาเชน (Jainism)

       ใครที่พอรู้จักศาสนาเชนอยู่บ้าง อาจจะข้องใจตงิดๆ ว่า ผมเปลี่ยนรสนิยม มีศรัทธาอยากเป็นชีเปลือย นุ่งลมห่มฟ้าหรือเปล่าหว่า จึงมาชวนคุยเรื่องของพวกเดียรถีย์ที่ทางพุทธเรียกชื่อว่า นิครนถ์นาฏบุตร ผู้นี้ เหตุผลง่ายๆ ครับ คือ

         หนึ่ง - มหาวีระเป็นบุคคลร่วมสมัยกับพระพุทธองค์ ดังนั้น เรื่องเล่าใดๆ ก็ตามที่ปรากฏอยู่ในประวัติของศาสดาองค์นี้ ย่อมจะสะท้อนสังคมและความคิดของผู้คนในสมัยพุทธกาลได้

         สอง – ไม่ว่าเราจะศรัทธาหรือเห็นคล้อยตามคำสอนมหาวีระหรือไม่ แต่ศาสดาองค์นี้ก็มีจุดประสงค์ที่ดีงาม คือ หวังช่วยผู้คนให้พ้นทุกข์

         สาม – ที่ผ่านมาชาวพุทธรับรู้สภาพสังคมอินเดียในสมัยนั้นจากมุมมองของพุทธศาสนาเป็นหลัก จะเป็นอย่างไรหนอ ถ้าเรามองด้วยสายตาของศาสนาอื่นร่วมสมัยดูบ้าง

       พระมหาวีระเกิดในวรรณะกษัตริย์ เป็นโอรสของพระเจ้าสิทธารถ (King Siddartha) ตระกูลชญาตริกะ อยู่ในพวกกษัตริย์ลิจฉวีที่ร่วมปกครองนครเวสาลี (ไพสาลี) นครหลวงของแคว้นวิเทหะในสมัยนั้น พระราชมารดามีพระนามว่า พระนางตฤศลา (Queen Trishala) พระมหาวีระเป็นบุคคลร่วมสมัยกับเจ้าชายสิทธัตถะ ตำราส่วนใหญ่ว่าเกิดก่อน แต่บางตำราก็ว่าเกิดทีหลัง

       ตำนานของเชนกล่าวว่า ก่อนประสูติ พระนางตฤศลามีพระสุบินนิมิตถึงสิ่งมงคล 14 อย่าง ได้แก่ ช้าง โค ราชสีห์ เทวีลักษมี พวงบุปผชาติ ดวงจันทร์วันเพ็ญ ดวงอาทิตย์ ธงผืนใหญ่ โถใส่น้ำทำด้วยเงิน สระบัว ทะเลน้ำนม อากาศยานของเทพ อัญมณี และไฟที่ปราศจากควัน (บางตำราเพิ่มเข้าไปอีก 2 อย่าง คือ ปลาคู่ และบัลลังก์)

 

 พระสุบินนิมิตของพระนางตฤศลา

       ในวันที่พระกุมารน้อยประสูติ ได้มีการจัดงานมหกรรมเฉลิมฉลองอย่างยิ่งใหญ่ตามท้องถนนทั่วนครเวสาลี ผู้คนนำเครื่องสังเวยไปเซ่นไหว้ในเทวสถาน กษัตริย์และพราหมณ์ไปสาธยายพระเวทและมนตร์ต่อหน้าปฏิมาของพระพรหมและพระวิษณุ

      ส่วนบรรดาฤาษีจากลุ่มแม่น้ำคงคาและเทือกเขาหิมาลัยที่มาเฝ้าชมพระบารมี เมื่อได้เห็นพระกุมารก็ทำนายว่า พระกุมารจะรุ่งเรืองในอนาคต โดยถ้าอยู่ครองเรือน จะได้เป็นจักรพรรดิราช แต่ถ้าออกบวชจะได้เป็นศาสดาเอก และได้มีพิธีขนานนามว่า วรรธมาน (Vardhaman) ชื่อนี้เป็นภาษาสันสกฤต แปลว่า เพิ่มขึ้น ซึ่งหมายถึงว่า ขณะที่พระนางตฤศลาทรงมีพระครรภ์อยู่นั้น ราชอาณาจักรได้บังเกิดสิ่งที่เป็นมงคลขึ้นมากมาย มีความมั่งคั่งมากขึ้น เหล่ามวลบุปผชาติก็เบ่งบานสะพรั่ง เป็นอาทิ

       กล่าวกันว่า การถือกำเนิดของพระกุมารน้อยทำให้บรรลังก์ขององค์อินทร์ทั้งหลาย (มีหลายองค์) สั่นสะเทือน ร้อนถึงองค์ศักรินทร์ (Sakarindra) ซึ่งเป็นใหญ่ในหมู่พระอินทร์ทั้งปวงต้องไปรับเสด็จ โดยทำให้พระมารดาบรรทมหลับ แล้วเชิญพระกุมารไปประกอบพิธียังเขาพระสุเมรุ (เรื่องเกี่ยวกับพระอินทร์นี่ไปกันได้ดีกับคนในวรรณะกษัตริย์ เพราะคนในวรรณะนี้ก็คือ ชาวอารยันซึ่งเดิมทีเป็นพวกเร่ร่อนที่นับถือเทพแห่งฟากฟ้า เช่น พระอินทร์ และพระวรุณ)

 

 เหล่าพระอินทร์นำพระกุมารไปเขาพระสุเมรุ

     เจ้าชายวรรธมานได้รับการศึกษาเยี่ยงกษัตริย์ โดยศึกษาไตรเพทจนจบบริบูรณ์ และศึกษาวิชาทางโลกอื่นๆ เช่น วิชายิงธนู วิชาหมอช้าง วิชาฝึกม้าพยศและม้าป่า และวิชาการทหาร เป็นต้น

     แล้วพระนาม “มหาวีระ” ได้มาเมื่อไร? อย่างไร?คำอธิบายมี 2 แนวครับ

     แนวแรกระบุว่า ท่านได้รับพระนามมหาวีระหลังจากที่ได้สละชีวิตทางโลก มุ่งมั่นค้นหาสัจธรรม โดยเผชิญกับความยากลำบากต่างๆ นานาด้วยความสงบ สุขุมเยือกเย็น และกล้าหาญ

     ส่วนอีกแนวหนึ่งอ้างถึงวีรกรรมในวัยเยาว์ กล่าวคือ วันหนึ่ง ขณะที่เจ้าชายทรงเล่นกับพระสหายในพระราชอุทยาน ได้มีช้างพลายเมามันเชือกหนึ่งหลุดจากโรงช้างต้น บุกเข้าไปในพระราชอุทยานและตรงเข้าไปยังพวกกุมารน้อยที่กำลังเล่นกันอยู่ กุมารทั้งหลายเมื่อเห็นดังนั้นก็ตกใจกลัว หนีเอาตัวรอดไปคนละทิศละทาง

     แต่เจ้าชายวรรธมานกลับไม่สะทกสะท้าน และเมื่อได้จังหวะก็ะกระโดดเข้าจับงวงขึ้นสู่หลังช้าง บังคับให้ช้างเดินกลับไปยังโรงช้างต้นตามที่ได้ศึกษามา เมื่อมอบช้างให้กับควาญช้างแล้ว ก็เสด็จกลับพระราชวัง

      เมื่อกิตติศัพท์เรื่องนี้เล่าลือแพร่หลายออกไป ประชาชนทั้งหลายก็ต่างแซ่ซ้องสรรเสริญว่า เจ้าชายทรงมีความกล้าหาญยิ่งนัก และถวายพระนามใหม่ว่า มหาวีระ (วีระ = ความกล้าหาญ) ซึ่งปรากฏว่าพระนามใหม่นี้ฮ็อตฮิตติดปากยิ่งกว่าพระนามเดิมเสียอีก

 

 เจ้าชายวรรธมานมีความกล้าหาญไม่กลัวงูเห่าตั้งแต่วัยเยาว์

      อีกตำนานหนึ่งเล่าเสริมว่า องค์เทพศักรินทร์ทรงอิจฉาความกล้าหาญของเจ้าชายวรรธมานซึ่งมีพระชนมายุได้เพียง 8 พรรษา จึงได้แปลงเป็นงูเห่ามาเลื้อยพันรอบต้นไม้ในบริเวณที่เจ้าชายและพระสหายกำลังเล่นกันอยู่ พระสหายทั้งหลายต่างวิ่งหนีกันกระเจิง มีแต่เจ้าชายน้อยเท่านั้นที่ไม่ประหวั่นพรั่นพรึง ฉวยมือคว้าหมับจับงูร้ายอย่างรวดเร็ว แล้วเหวี่ยงทิ้งไป!

     เรื่องตำนานช้างกับงูนี่น่าคิดทีเดียว เพราะในภาษาไทยมีคำว่า นาคินทร์ นาเคนทร์ นาเคศ และนาเคศวร (ที่มีรากมาจากบาลีและสันสกฤต) ซึ่งแปลว่า พญาช้าง หรือพญางู ก็ได้

     เรื่องนี้ของฝากไปถึงผู้รู้ทางภาษาและวัฒนธรรมอินเดียช่วยไขข้อข้องใจให้ด้วยเถิดว่า ตำนานช้างและงูที่ว่านี้ มีรายละเอียดสนุกๆ ซุกซ่อนอยู่หรือไม่

      เมื่อพระชนมายุได้ 12 พรรษา เจ้าชายวรรธมานทรงได้รับพิธียัชโญปวีต (พิธีสวมมงคล) คือ แสดงองค์เป็นศาสนิกตามคติของศาสนาพราหมณ์ โดยพระบิดาได้ส่งไปเล่าเรียนกับพรหมณาจารย์อยู่หลายปี แต่ปรากฏว่า แม้เจ้าชายจะสนใจในการศึกษา แต่ก็ไม่แฮ้ปปี้ในทิฐิและลัทธิของพราหมณ์ที่ว่า วรรณะพราหมณ์ประเสริฐที่สุด (แม้วรรณะกษัตริย์ก็ยังต่ำกว่า) แต่บรรดาพราหมณ์กลับมีความประพฤติไม่น่าเลื่อมใสนัก

      เมื่อพระชนมายุได้ 19 พรรษา เจ้าชายได้ทรงอภิเษกกับเจ้าหญิง ยโศธา โดยต่อมามีธิดาชื่อ อโนชา เจ้าชายวรรธมานได้เสวยสุขในฆราวาสวิสัยจนพระชนมายุได้ 28 พรรษา ก็เกิดเหตุการณ์สำคัญที่ต่อมาได้เปลี่ยนแปลงชีวิตของพระองค์ไปตลอดกาล กล่าวคือ พระบิดาและพระมารดาของพระองค์ได้สิ้นพระชมน์ไปในเวลาไล่เลี่ยกัน อันเนื่องมาจากการความเชื่อในช่วงเวลานั้นว่า หากผู้ใดปฏิบัติตบะอย่างเคร่งครัด จะได้ไปเกิดในสวรรค์ชั้นพรหม ซึ่งทำให้มีผู้ปฏิบัติอย่างแรงกล้าจนถึงกับเสียชีวิตไปจำนวนหนึ่ง และพระบิดาและพระมารดาของพระองค์ก็อยู่ในจำนวนนั้น

 

 ชีวิตในวังของเจ้าชายวรรธมาน (มีวงแสงรอบพระเศียร)

       เจ้าชายวรรธมานทรงเสียพระทัยมาก และได้เข้าเฝ้าพระเชษฐาซึ่งจะได้เป็นกษัตริย์สืบแทนพระบิดา โดยทูลว่าจะขอออกผนวชบำเพ็ญตนเป็นคนพเนจรชั่วคราว เพื่อเป็นการไว้ทุกข์และรำลึกถึงพระบิดาและพระมารดา

       แต่พระเชษฐาไม่ทรงเห็นด้วยและกล่าวทัดทานไว้ จนเวลาล่วงมาอีก 2 ปี เจ้าชายวรรธมานก็ทูลลาอีกครั้งหนึ่ง โดยสละพระชายาและพระธิดา เปลี่ยนผ้าคลุมพระกายเป็นแบบนักพรต ออกจากนครเวสาลีไป และได้ทรงประกาศปฏิญญาว่า “นับแต่นี้เป็นต้นไป 12 ปี เราจะไม่พูดกับใครๆ แม้แต่คำเดียว” 

 มหาวีระปลงผมและเปลื้องอาภรณ์ออกบวช

    เมื่อออกผนวชแล้ว มหาวีระก็ทรงปฏิบัติตนอย่างเคร่งครัด โดยมีจุดเด่นคือ ทมะ ขันติ และสัจจะ ที่ทำให้พระองค์มีชื่อเสียงโด่งดัง และสามารถเผยแผ่คำสอนออกไปได้อย่างกว้างขวางในเวลาต่อมา

     ศาสดามหาวีระบำเพ็ญทุกรกิริยาด้วยวิธีนิ่ง พอครบ 12 ปี (บางตำนานว่า 12 ปีครึ่ง) ก็บรรลุธรรมขั้นสูงสุดเรียกว่า เกวัล (keval) ตำราเชนระบุว่าขณะนั้นมหาวีระอยู่ในท่านั่งยองๆ คล้ายท่ารีดนมวัว การบรรลุเกวัลตามคติของศาสนาเชนเป็นการหลุดพ้นจากกิเลสทั้งปวง เป็นพระอรหันต์ เป็นสัพพัญญู เรียกว่า พระชินะ คือ ผู้ชนะ (กิเลสในใจทั้งปวง) โดยสิ้นเชิง

 มหาวีระขณะบรรลุธรรมขั้นสูงสุด เรียกว่า เกวัล

      เล่ามาถึงตรงนี้แล้ว ชาวพุทธและคุณผู้อ่านที่นับถือศาสนาอื่น แต่พอรู้พุทธประวัติ อาจจะรำพึงในใจว่า เอ๊ะ! ทำไมประวัติของเจ้าชายวรรธมานจึงฟังเผินๆ แล้วคล้ายกับประวัติของเจ้าชายสิทธัตถะนัก ตั้งแต่เป็นเจ้าชาย เบื่อหน่ายชีวิตทางโลกจึงออกบวช และบรรลุธรรม (นี่ยังไม่นับศัพท์แสงต่างๆ ที่มีส่วนคล้าย เช่น อรหันต์ และสัพพัญญู เป็นต้น) แถมอยู่ในช่วงสมัยเดียวกันอีก

      นี่เองที่ทำให้ปราชญ์ฝรั่งยุคแรกๆ สงสัยว่าศาสดาทั้งสององค์นี้อาจจะเป็นคนเดียวกัน แต่เมื่อเจาะลึกลงไป ก็ถึงบางอ้ออย่างมั่นใจว่าเป็นคนละองค์ เพราะวิถีชีวิต พฤติกรรม และคำสอนอื่นๆ ที่เหลือ มีจุดเน้นต่างกันอย่างชัดเจน เพราะแม้ทั้งเชนและพุทธต่างก็เป็นอเทวนิยม แต่เชนเน้นอดีตกรรม ส่วนพุทธให้ความสำคัญกับปัจจุบันกรรม เชนสอนว่ามีอัตตา ส่วนพุทธสอนเรื่องอนัตตา เป็นอาทิ

      หากมีข้อสงสัยว่า ทำไมศาสดามหาวีระจึงนุ่งลมห่มฟ้า เรื่องนี้มีตำนานว่า ภรรยาของพราหมณ์ยากจนคนหนึ่งบอกให้ไปขอสิ่งของจากมหาวีระ ท่านจึงมอบผ้าห่มกายของท่านให้พราหมณ์ไปครึ่งหนึ่ง ครั้นเมื่อภรรยาของพราหมร์นำผ้าดังกล่าวไปให้ช่างทอผ้าดู ช่างทอผ้าก็ว่า หากได้ครึ่งที่เหลือมา เขาก็จะเย็บผ้าเข้าด้วยกันเป็นผืนเดียวซึ่งขายได้หลายเหรียญทอง

มหาวีระมอบผ้าห่มกายแก่พราหมณ์

      พราหมณ์คนนั้นจึงได้กลับไปหามหาวีระในป่าอีกครั้ง แต่ก็ไม่กล้าเอ่ยปากขอ เดินไปได้ระยะหนึ่งผ้าพาดไหล่ของมหาวีระเกิดเกี่ยวติดพงหนามหลุดออกโดยอุบัติเหตุ พราหมณ์จึงฉวยโอกาสเก็บผ้าและรีบจากไป ส่วนมหาวีระนั้นก็ไม่ว่ากระไร เพราะตั้งใจว่าจะไม่กล่าวอะไรถึง 12 ปี

      นับแต่นั้นมา มหาวีระจึงไม่มีอาภรณ์ใดๆ ติดกายมานับแต่นั้น (น่ารู้ไว้ว่า ศาสนาเชนมี 2 นิกายหลัก คือ นิกายทิคัมพร ซึ่งนักบวชยึดถือการนุ่งลมห่มฟ้าแบบเคร่งครัด และนิกายเศวตามพร ซึ่งนักบวชนุ่งผ้าขาว)

  กลับไปช่วงเวลาหลังจากที่มหาวีระบรรลุเกวัลใหม่ๆ ท่านก็ได้ออกแสดงปฐมเทศนาใต้ต้นอโศก โดยตำนานกล่าวว่า องค์อินทร์และเหล่าเทพยดาทั้งปวงได้ลงมาจัดสร้างสถานที่แสดงธรรมให้

 

 ปฐมเทศนา

      ศาสดามหาวีระเสด็จท่องเที่ยวสั่งสอนศาสนาไปตามดินแดนต่างๆ เช่น แคว้นมคธ กาสี โกศล วัชชี และมัลละ และเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานเมื่อพระชนมายุได้ 72 พรรษา รวมเวลาสั่งสอนธรรมราว 30 ปีเศษ ในปีสุดท้ายแห่งพระชนมชีพ พระองค์ได้ทรงประทับอยู่ที่ปาวา นครหลวงของแคว้นมัลละ และแสดงปัจฉิมโอวาท ณ เมืองนี้ 

 ปัจฉิมเทศนา

      ในวันที่ศาสดามหาวีระปรินิพพาน คัมภีร์ของเชนระบุว่ามีนักบวชราว 14,000 รูป มาร่วมงาน และประกาศเกียรติคุณของพระองค์ท่านไว้ว่า “พระองค์ทรงวางเฉยเสมอกันต่อกลิ่นแห่งโลกโสโครกและกลิ่นแห่งดอกไม้จันทน์ ทรงวางเฉยเสมอกันต่อฟางข้าวและเพชรพลอย ต่อสิ่งโสโครกและทองคำ ต่อความสุขและความทุกข์ ไม่ติดทั้งโลกนี้และโลกหน้า ไม่ต้องการชีวิตหรือความตาย”

 

 _______________________________________

 

ขุมทรัพย์ทางปัญญา

 ขอแนะนำหนังสือ ปรัชญาอินเดีย ประวัติและลัทธิ เขียนโดย สุนทร ณ รังสี สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

เรื่อง Mahavira ที่ Mahavira - Wikipedia, the free encyclopedia

 




ศาสนาเชน

แนวทางแห่งศาสนาเชน article
สัญลักษณ์ของศาสนาเชน article
ศาสนาเชนในปัจจุบัน article



Copyright © 2011 All Rights Reserved.