ReadyPlanet.com
dot dot
bulletความหมาย India I & D
bulletปรัชญาอินเดีย
bulletยุคพุทธศาสนาถึงปัจจุบัน
bulletพราหมณ์-ฮินดูในไทย
bulletเศรษฐกิจอินเดีย
bulletคีตศิลป์
bulletจิตรกรรมอินเดีย
bulletปฎิมากรรมอินเดีย
bulletมหากาพย์มหาภารตะ
bulletมหากาพย์ มหารามายณะ
bulletภควัทคีตา
bulletภาษาฮินดี (Hindi)
bulletภาษาอูรดู (Urdu)
bulletภาษาเบงกาลี (Bengali)
bulletภาษาปัญจาบี (Punjabi)
bulletภาษาสันสกฤต
bulletภาษาทมิฬ (Tamil)
bulletเรียนภาษาฮินดี
bulletBihar
bulletChhattisgarh
bulletOrissa
bulletSikkim
bulletWest-Bangal
bulletArunachal Pradesh
bulletAssam
bulletManipur
bulletMeghalaya
bulletMizoram
bulletNagaland
bulletTripura
bulletมหาเทพฮินดู
bulletแนะนำร้านอาหารอินเดีย
bulletแต่งกายชาย
bulletดาราอินเดีย
bulletสมุนไพร
bulletเครื่องสำอางค์อินเดีย


ศาสนาฮินดู article

ศาสนาฮินดู
        ศาสนาฮินดูมีประวัติความเป็นมาที่ยาวนานมากกว่า ๓,๐๐๐ ปี เป็นศาสนาที่ไม่มีศาสดาเป็นผู้ประกาศศาสนา เป็นศาสนาของชาวอารยะ(ภาษาบาลีเรียกว่าชาวอริยกะ)ซึ่งเชื่อกันว่าอพยพมาจากยุโรป เข้ามาสู่อินเดียเมื่อราว ๓,๐๐๐ กว่าปีมาแล้ว ชาวฮินดูเชื่อว่าศาสนาฮินดูสืบทอดมาจากคัมภีร์พระเวทซึ่งเชื่อว่าฤาษีในสมัยก่อนได้รับ โดยตรงจากพระเป็นเจ้าจึงมีชื่อเรียกรวมๆว่า คัมภีร์ศรุติ (Śruti) จากหลักฐานทางโบราณคดีทำให้เราทราบว่าชาวพื้นเมืองเดิมที่บริเวณลุ่มแม่น้ำสินธุเป็นเจ้าของวัฒนธรรมซึ่งเรียกกันว่า อารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุ (ราว ๒๐๔๗-๑๓๕๗ปี ก่อน พ.ศ.) เป็นอารยธรรมที่เจริญรุ่งเรืองเพราะมีการสร้างเมืองที่มีผังเมืองเป็นระเบียบ ประชาชนมีการอาบน้ำตามพิธีทางศาสนาเคารพบูชาเทพเปลือยกายที่มีเขาและมีสัตว์แวดล้อม กราบไหว้เทพที่สิงสถิตอยู่ที่ต้นไม้ นับถือสัตว์คล้ายวัวมีเขาหนึ่งเขา ศาสนาของชาวพื้นเมืองเดิมแตกต่างจากศาสนาของชาวอารยะที่อพยพเข้ามาในภายหลังที่มาตั้งรกรากยุคแรกๆที่ลุ่มแม่น้ำสินธุ  ชาวอารยะยุคแรกๆเคารพนับถือเทพหลายองค์ที่เป็นพลังอยู่เบื้องหลังธรรมชาติซึ่งยังไม่มีรูปร่างแบบรูปร่างมนุษย์อย่างชัดเจนเหมือนเทพในศาสนาฮินดูยุคหลัง ยุคที่ชาวอารยะเข้ามานั้นอารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุได้ล่มสลายไปแล้ว แต่ศาสนาของชาวพื้นเมืองเดิมก็ยังคงมีผู้นับถือต่อมาและได้มีอิทธิพลต่อศาสนาของชาวอารยะในสมัยหลัง

    ชาวอารยะยุคแรกๆมีคัมภีร์ทางศาสนาเรียกว่าคัมภีร์พระเวทซึ่งใช้ภาษาสันสกฤต มี ๓ เวท คือ

       1. ฤคเวท (Ṛgveda)
       2. สามเวท (Sāmaveda)
       3. ยชุรเวท (Yajurveda)

                    ฤคเวทเป็นคัมภีร์ทางศาสนาที่เก่าที่สุดในโลกแต่งขึ้นเมื่อระหว่าง๙๕๗-๒๔๗ ก่อน  พ.ศ. โดย ประมาณ  ต่อมา มี อถรวเวท (Atharvaveda) เพิ่มเข้ามารวมเป็น ๔  เวท  ศาสนาฮินดูในปัจจุบันแม้จะมีรูปแบบที่เปลี่ยนแปลงไปจากศาสนาของชาวอารยะยุคแรกๆแต่ชาวฮินดูก็ยังถือว่าคัมภีร์พระเวทเป็นคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์และเป็นต้นตอของศาสนาฮินดู พัฒนาการไปสู่ความเป็นศาสนาฮินดูผ่านทางคัมภีร์ต่างๆในสมัยต่อมา คือ คัมภีร์พราหมณะ คัมภีร์อารัณยกะ คัมภีร์อุปนิษัท คัมภีร์รามายณะ (รามเกียรติ์) คัมภีร์มหาภารตะ และคัมภีร์ปุราณะ และยังอาศัยหลักปรัชญา ๖ ทรรศนะ ได้แก่ นยายะ ไวเศษิกะ สางขยะ โยคะ และเวทานตะ (ปูรวมิมางสา และอุตตรมิมางสา) ศาสนาฮินดูแบ่งเป็นสองนิกายใหญ่ คือ ไศวะนิกาย คือ นิกายที่ถือว่าพระศิวะเป็นพระเจ้าสูงสุดและ ไวษณวนิกาย คือ นิกายที่นับถือว่า พระวิษณุเป็นพระเจ้าสูงสุด พระเป็นเจ้าทั้งสององค์นั้นเป็นพระเป็นเจ้าที่เป็นตัวบุคคล (Personal God) แต่อยู่ในลักษณะที่เหนือโลก (trancendental) แต่เมื่อพระองค์ต้องการจะมาเกี่ยวข้องกับโลก (immanent) พระองค์ก็จะปรากฏในรูปของพระพรหมา เพื่อทำการสร้างโลก ในรูปของพระวิษณุ เพื่อรักษาคุ้มครองโลกและในรูปของพระ ศิวะ เพื่อทำลายล้างโลกเมื่อถึงยุคประลัย พระเป็นเจ้าองค์เดียวแต่รวมลักษณะทั้งสามนี้ไว้ เรียกว่า ตริมูรติ (ตฺริ= สาม มูรฺติ=รูป)

                    ศาสนายุคพระเวทเน้นการบูชาเทพในธรรมชาติ ด้วยของสังเวยที่เป็นอาหาร เครื่องสังเวยที่สำคัญได้แก่เนยใส ที่จะต้องราดลงไปในไฟเพื่อให้ไฟลุก เมล็ดพืชที่เป็นอาหาร และโสมะ (เครื่องดื่มที่ทำให้มึนเมาที่คั้นจากพืชชนิดหนึ่ง) เทพที่สำคัญได้แก่ อินทระ ซึ่งเป็นเทพแห่งสงครามและเทพแห่งฝน อัคนิ คือ ไฟ  มรุต คือลม สูรยะ คือ พระอาทิตย์ รุทระเทพแห่งพายุ ยุคอุปนิษัทซึ่งช่วงสุดท้ายของยุคพระเวทถือว่าเป็นยุคหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญ เป็นยุคที่มีความคิดทางปรัชญาเกิดขึ้น คัมภีร์ที่สำคัญ ได้แก่ ฉานโทคยะอุปนิษัท หฤหทารัณยกะอุปนิษัท กฐะ อุปนิษัท มุณฑกะอุปนิษัท เป็นต้นยุคนี้เน้นปรัชญามากกว่า พิธีกรรม  เน้นการแสวงหา สัจธรรมสูงสุดเพื่อ โมกษะ คือ ความหลุดพ้นไปจากการเวียนว่ายตายเกิด อันเป็นสาเหตุของความทุกข์สิ่งมีอยู่จริงหรือสัจธรรมสูงสุดในช่วงอุปนิษัท คือ พรหม (Brahma) ซึ่งบางครั้งก็เรียกว่า อาตมัน (ātman) ซึ่งคือคำเดียวกับ อัตตา ในภาษาบาลี พรหมนี้บางทีก็เรียกว่า ปรมาตมัน (paramātman) บางที่ก็เรียกว่า  สัต (sat) พรหม เป็นสิ่งเที่ยง ไม่ตาย มีอยู่ชั่วนิรันดร เป็นตัวชีวะ(ชีวิต)ในสิ่งมีชีวิตทุกอย่าง เมื่อร่างกายตาย ตัว ชีวะ หรือ อาตมัน จะไม่ตาย จะเข้าร่างใหม่เรื่อยไปจนกว่าตัวชีวะนั้นจะได้โมกษะ คือ พ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด พรหม ในช่วงอุปนิษัท ไม่ใช่ พรหมา ซึ่งเป็นพระพรหมาที่มาทำหน้าที่สร้างโลก ซึ่งเป็นหนึ่งใน ตริมูรติ ของศาสนาฮินดู พระพรหมา เป็นเทพเกิดขึ้นใน ยุครามายณะ และยุคมหาภารตะ เป็นต้นมา

                   ความเชื่อที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นช่วงอุปนิษัทก็ คือ ความเชื่อเรื่องการเวียนว่ายตายเกิดหรือ สังสาระ และเชื่อเรื่องกรรม ซึ่งความเชื่อนี้อาจจะเกิดขึ้นจากการประสมประสานความเชื่อของชาวอารยะกับความเชื่อของชาวพื้นเมืองเดิม
    นิกายไศวะ  เป็นนิกายที่นับถือบูชาและจงรักภักดีต่อพระศิวะ
    นิกายไวษณพ  เป็นนิกายที่นับถือบูชาและจงรักภักดีต่อพระวิษณุ หรือ พระนารายณ์
    นิกายศักติ  ลัทธิบูชาเทวี ซึ่งเป็นการบูชาชายาหรือมเหสีของเทพเจ้าทั้ง 3 พระองค์ พระอุมา พระลักษมี
    
ยุคศาสนาฮินดู
           ยุคสุดท้ายของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู คือยุคศาสนาฮินดูอย่างแท้จริงคือยุคปัจจุบัน ยุคนี้เทพเจ้ามีจำนวนมากมายและมีรูปร่างเหมือนมนุษย์แต่มีฤทธิ์อำนาจเหนือมนุษย์และอาจจะมีส่วนต่างๆของร่างกายผิดไปจากมนุษย์ธรรมดาไปบ้างเพื่อแสดงว่า เทพเหล่านั้นเป็นผู้เหนือมนุษย์ แต่เทพทั้งหลายในยุคนี้ เป็นเพียงรูปปรากฏหลากหลายของพระเป็นเจ้าผู้ยิ่งใหญ่องค์เดียว ซึ่งผู้นับถือไวษณวนิกายเรียกว่าพระวิษณุ ส่วนผู้ถือไศวนิกายเรียกว่า พระศิวะ
 
พระวิษณุ
            ชาวไทยส่วนใหญ่รู้จักพระองค์ในนามว่าพระนารายณ์ ไวษณนิกาย ถือว่าพระองค์เป็นพระเจ้าสูงสุด แต่พระวิษณุในรูปที่ต้องเกี่ยวข้องกับโลกเป็นหนึ่งในตริมูรติ(วิษณุ ศิวะ พรหมา)มีหน้าที่รักษาจักรวาลที่พระพรหมาได้สร้างขึ้นก่อนที่จะถูกพระศิวะ ทำลายในที่สุด พาหนะของพระองค์ คือครุฑ ในฤคเวทวิษณุเป็นรูปหนึ่งของพระอาทิตย์เป็นเทพที่ไม่มีบทบาทสำคัญมากนัก เพียงแต่คอยช่วยพระอินทร์ในการต่อสู้กับศัตรูชั่วร้ายที่ทรงอำนาจ พระวิษณุเมื่อแสดงเป็นรูปบุคคล มีพระวรกายสีน้ำเงินเข้ม มี 4 กร ถือ ดอกบัว คทา(กระบอง) จักร และ สังข์ อาวุธอย่างอื่นมี ธนูศารฺงฺค (Śārṅga)สังข์ ปัญจชันยะ และมีพระขรรค์ชื่อ นันทกะ ทรงสวมแก้ว เกาสตุภะไว้รอบพระศอ ที่พระอุระมีเครื่องหมาย ศรีวัตสะ รูปดาว และมีพระโลมาเวียนขวาขึ้นบริเวณนั้น สวรรค์ที่พระวิษณุปกครองอยู่กับพระลักษมีมีชื่อว่า ไวกุณฐะ
 
อวตารของพระวิษณุ
             เมื่อธรรมในโลกมนุษย์เสื่อมลงอย่างมากเนื่องจากการกระทำของคนชั่วพระวิษณุจะอวตารมาจากสวรรค์ไวกุณฐะ มาบนโลกมนุษย์เพื่อนคุ้มครองคนดีและปราบคนชั่ว อวตารที่สำคัญมี 10 ปางคือ ๑)มัตสยะ เป็นปลา  ๒)กูรมะ เป็นเต่า  ๓)วราหะ เป็นหมูป่า  ๔)นรสิงหะ เป็นครึ่งคนครึ่งสิงห์  ๕)วามนะ เป็นพราหมณ์ร่างเล็ก ๖)ปรศุราม เป็นพราหมณ์มีขวานเป็นอาวุธ  ๗)พระราม  ๘)พระกฤษณะ  ๙) พระพุทธเจ้า และ  ๑๐) กัลกิ
          
พระศิวะ
             เป็นพระเจ้าสูงสุดของผู้นับถือศาสนาฮินดูไศวนิกาย ชาวไทยส่วนใหญ่เรียกว่าพระอิศวร ที่ประทับคือเขาไกลาสซึ่งเป็นยอดหนึ่งในเทือกเขาหิมาลัยมีโคนันทิเป็นพาหนะ อาวุธคือ ตรีศูล (triSūla) และธนูปินากะ สร้อยพระศอคือ นาควาสุกิ เมื่ออยู่ในรูปที่เกี่ยวข้องกับโลกพระองค์เป็นหนึ่งใน ตริมูรติ(Trimūrti) คือ พฺรหฺมา วิษฺณุ และศิวะ มีหน้าที่ทำลายโลกในยุคประลัย พระศิวะปรากฏให้เราเห็นด้วยรูป 8รูป มีชื่อเรียกว่า อัษฏามูรติ คือ ๑) สิ่งที่พระพรหมาสร้างสิ่งแรกคือ น้ำ ๒) สิ่งที่นำเครื่องสังเวยไปให้เทพต่างๆ คือ ไฟ ๓) ผู้เป็นเจ้าภาพในการประกอบยัชญะ (พิธีบูชา) เทพด้วยเครื่องสังเวย ๔-๕) ผู้กำหนดกลางวันและกลางคืน ได้แก่ พระจันทร์และพระอาทิตย์ ๖) วิษัยสำหรับการได้ยิน ได้แก่ อากาศ (space) ๗) ตัวเชื้อสำหรับทุกสิ่งได้แก่ดิน และ ๘) ลม
จุดมุ่งหมายของชีวิตตามแนวทางของศาสนาฮินดูมี ๔ ประการ คือ
 

๑. อรถะ หรือ อรรถะ การแสวงหาทรัพย์เพื่อการดำรงชีวิต ภายใต้กรอบคำสอนทางศาสนา
๒. ธรมะ หรือ ธรรมะ การดำรงชีวิตภายใต้กรอบคำสอนทางศาสนา
๓. กามะ  การแสวงหาความสุขทางโลก ภายใต้กรอบคำสอนทางศาสนา
๔. โมกษะ ในที่สุดต้องแสวงหาความหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด

          จะเห็นว่าจุดมุ่งหมาย ๓ ข้อแรกต้องการให้ศาสนิกดำรงชีวิตทางโลกเต็มศักยภาพของแต่ละบุคคลแต่ต้องอยู่ภายใต้กรอบคำสอนทางศาสนาของตน แต่เมื่อมีความสุขอย่างมีศีลธรรมในระดับโลกแล้วศาสนิกจะต้องแสวงหาเป้าหมายอันสุดของชีวิตคือ โมกษะ คือ ความพ้นไปจากการตายแล้วเกิดๆ ซึ่งเป็นผลของกรรมหรือการกระทำทุกอย่างในโลก ต้องคำนึงอยู่เสมอว่าทุกอย่างในโลกเป็นสิ่งไม่คงอยู่ชั่วนิรันดร อยู่ภายใต้กฎธรรมชาติที่ว่า เกิดขึ้น คงอยู่ชั่วระยะหนึ่ง ในที่สุดก็สูญสลายไป สิ่งที่เป็นนิรันดร คือ ความจริงสูงสุดหรือพระเป็นเจ้า ซึ่งเราจะรู้ได้เมื่อเข้าถึงโมกษะ

ข้อควรปฏิบัติของศาสนิกชน
ข้อควรปฏิบัติของศาสนิกฮินดูเรียกรวมๆว่า นิยมะ มี ๑๐ ประการ คือ
               ๑. หรี ความละอายต่อการทำความชั่ว จำไว้เสมอว่าเคยทำผิดอะไรไว้  ยอมรับว่าสิ่งที่ทำนั้นผิดและพยายามแก้ไขสิ่งที่ทำผิดนั้น  กล่าวขอโทษจากใจจริงต่อคนที่ตนทำผิดทั้งทางกายทางวาจาและทางใจ ก่อนนอนจะต้องลืมความรู้สึกขัดแย้งความรู้สึกโกรธเคืองทุกประการ พยายามหาทางแก้ไขสิ่งที่เคยทำผิดและเลิกนิสัยที่ไม่ดีที่ทำอยู่เป็นประจำ ทำตัวให้ดีขึ้นด้วยการแก้ไขสิ่งที่เคยทำไม่ถูกต้อง อย่าคุยว่าตัวเองเก่ง หลีกเลี่ยงความหยิ่งและการเสแสร้ง
               ๒. สันโตษะ ความสันโดษ  ดำเนินชีวิตด้วยความพึงพอใจ ดำรงชีวิตที่ราบเรียบ ดำรงชีวิตอย่างมีความสุข ยิ้มเสมอ ช่วยเหลือผู้อื่นให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น  มีความรู้สึกเป็นหนี้บุญคุณที่ตนมีสุขภาพดี รู้สึกเป็นหนี้บุญคุณเพื่อน รู้สึกเป็นหนี้บุญคุณทรัพย์สมบัติ ไม่รู้สึกขัดข้องใจในสิ่งที่ตนไม่มี  คิดว่าตัวเองที่แท้คือสิ่งเป็นนิรันดรที่อยู่ภายใน ไม่ใช่ใจ ไม่ร่างกาย ไม่ใช่ความรู้สึกที่ขึ้นๆลงๆเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ
               ๓. ทาน การให้โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน ถือว่าเงิน ๑ ใน ๑๐ ส่วนของเงินได้ทั้งหมดเป็นเงินของพระเป็นเจ้า จงบริจาคเงินส่วนนี้ให้แก่วัด อาศรม และองค์กรที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อจุดประสงค์ในการพัฒนาจิตใจ มีคติประจำใจว่า ไปวัดพร้อมด้วยของถวายสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ไปพบอาจารย์(ทางศาสนา)ด้วยของบูชาคุณครูอาจารย์  บริจาคคัมภีร์ทางศาสนา ให้อาหารและให้สิ่งของแก่คนยากไร้  ให้เวลาและความรู้ของตนโดยไม่หวังคำสรรเสริญเยินยอ  ถือว่าแขกผู้มาเยือนเหมือนดังเทพ
               ๔. อัสติกยะ มีศรัทธาแนบแน่น เชื่อในพระเป็นเจ้าอย่างไม่มีความเคลือบแคลงสงสัย เชื่อมั่นในอาจารย์(ทางศาสนา) เชื่อในเส้นทางที่จะดำเนินไปสู่โมกษะหรือความพ้นไปจากการเวียนว่ายตายเกิด เชื่อในคำสอนของอาจารย์(ทางศาสนา) เชื่อในคัมภีร์ทางศาสนา เชื่อในประเพณีทางศาสนาที่สืบทอดกันต่อๆมา ปฏิบัติตามวิถีทางแห่งภักติต่อพระเป็นเจ้า และตามวิถีทางที่จะสร้างประสบการณ์อันจะทำให้มีศรัทธาในระดับที่สูงขึ้น ศรัทธาในสิ่งวงศ์ตระกูลเคยเคารพนับถือ หลีกเลี่ยงคนที่พยายามให้ตนเลิกนับถือสิ่งที่ตนนับถือโดยใช้หลักเหตุผลและการกล่าวหาว่าสิ่งที่ตนนับถือนั้นว่าไม่ดี
               ๕. อีศวรปูชนะ ปลูกฝังความภักดีต่อพระเป็นเจ้าด้วยการบูชาและทำสมาธิทุกวัน มีห้องพระไว้ในบ้าน ๑ ห้อง ถวายดอกไม้ ผลไม้ หรือ อาหาร แด่พระเป็นเจ้า เป็นประจำทุกวัน ท่องจำบทสวดสำหรับบูชาให้ได้ ทำสมาธิหลังจากการบูชา ก่อนออกจากบ้านให้ไปไหว้พระที่ห้องพระก่อน บูชาพระเป็นเจ้าด้วยใจที่เต็มไปด้วยความภักดี เปิดช่องภายในใจของตน ให้พระเป็นเจ้า ให้เทพและให้อาจารย์(ทางศาสนา) ส่งความกรุณาเข้ามาที่ตนและคนที่ตนรักได้
               ๖. สิทธานตศรวณะ     ฟังคำสอนจากคัมภีร์ทางศาสนา ศึกษาคำสอนและรับฟังจากอาจารย์(ทางศาสนา)ที่วงศ์ตระกูลของตนเคารพนับถือ เลือกอาจารย์แล้วดำเนินตามเส้นทางที่อาจารย์นั้นสอน อย่าเสียเวลาลองผิดลองถูกในเส้นทางอื่นๆ
               ๗. มติ พัฒนาจิตใจให้สูงขึ้นโดยพึ่งอาจารย์(ทางศาสนา)ให้เป็นผู้นำทาง  แสวงหาความรู้ที่แท้จริงเกี่ยวกับพระเป็นเจ้าจนกระทั่งเกิดความสว่างขึ้นในภายใน
               ๘.วรตะ (vrata) ปฏิบัติพรตทางศาสนาโดยไม่พยายามหลีกเลี่ยง อดอาหารตามวันที่กำหนดไว้ทางศาสนา  เดินทางไปไหว้สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ปีละครั้ง
               ๙. ชปะ ท่องมนตร์เป็นประจำทุกวัน สวดบทสวดที่อาจารย์ให้ไว้เป็นประจำทุกวัน  อาบน้ำก่อนแล้วจึงสงบจิตสงบใจทำสมาธิพร้อมกับท่องมนตร์จนใจจดจ่ออยู่ที่มนตร์นั้นซึ่งจะทำให้ใจมีความสะอาดผุดผ่อง จงท่องมนตร์และสวดบทสวดตามคำสั่งของอาจารย์โดยเคร่งครัด ดำรงชีวิตโดยปราศจากความโกรธ การท่องมนตร์ของตนทำให้ธรรมชาติภายในใจมีความแข็งแกร่งขึ้น จงให้การท่องมนตร์นั้นขจัดอารมณ์ที่ขึ้นๆลงๆออกไปจนทำให้ใจหยุดนิ่ง
               ๑๐. ตปัส  บำเพ็ญตบะตามคำแนะนำของอาจารย์ เพื่อขจัดความชั่วหรือกิเลสออกไปจากใจ และเพื่อจุดไฟภายในให้ลุกขึ้น ทำให้ตนภายในเปลี่ยนเป็นตนใหม่ (เข้าถึงโมกษะ)
 
 ข้อห้ามในการปฏิบัติของศาสนิกชน
 ข้อห้ามในการปฏิบัติของศาสนิกฮินดูเรียกรวมๆว่า ยมะ มีทั้งหมด ๑๐ ข้อ คือ
               ๑. อหิงสา การไม่ทำร้าย คือ การไม่ทำร้ายผู้อื่น ทั้งทางกาย ทางวาจา และทางใจ ดำเนินชีวิตที่เต็มไปด้วยความกรุณา ให้ความเคารพสิ่งมีชีวิตทุกชนิด โดยนึกว่าสิ่งมีชีวิตนั้นคือ พลังของพระเป็นเจ้าที่ปรากฏให้เห็น จึงควรดำรงชีวิตโดยปราศจากความกลัวและปราศจากความรู้สึกว่าตัวเองไม่ปลอดภัย รู้ตัวอยู่เสมอว่า การทำร้ายผู้อื่นผลจะย้อนกลับมาสู่ตัวเอง ใช้ชีวิตกับร่วมกับสิ่งมีชีวิตร่วมโลกอื่นๆด้วยวิถีทางแห่งสันติ ไม่ทำตัวให้สิ่งชีวิตอื่นกลัว ไม่ทำตัวให้เป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตอื่น รับประทานอาหารที่ไม่มีเนื้อสัตว์
               ๒. สัตยะ ความสัตย์ ยึดมั่นในความสัตย์ งดเว้นการพูดเท็จ ยึดมั่นในคำมั่นสัญญา  พูดเฉพาะความจริงคำที่เป็นความหวังดีต่อผู้อื่น คำที่เป็นประโยชน์มีสาระ รู้ตัวอยู่เสมอว่าการหลอกลวงก่อให้เกิดความห่างเหิน ดังนั้นอย่ามีความลับกับครอบครัวหรือคนที่เรารัก เมื่อทำความผิดพลาดต้องยอมรับว่าผิดพลาด ไม่พูดจาให้ร้ายผู้อื่นลับหลัง ไม่เป็นพยานเท็จ
               ๓. อัสเตยะ  ไม่ลักทรัพย์ รักษาคุณธรรมแห่งการไม่ลักทรัพย์ คือ ไม่ลัก ไม่อยากได้ของที่เขาไม่ได้ให้ มีหนี้สินก็ต้องจ่ายหนี้ ต้องควบคุมความอยากได้ ดำรงชีวิตตามรายได้ที่ตนมี ไม่ใช้จ่ายเงินที่กู้ยืมมาเพื่อประโยชน์อื่นนอกเหนือจุดประสงค์ของการกู้ยืม ไม่ติดการพนัน ไม่ฉ้อโกงไม่ใช้ชื่อผู้อื่น คำพูดผู้อื่น ทรัพยากร หรือ สิทธิของผู้อื่น โดยไม่ได้ขออนุญาต หรือโดยไม่ประกาศให้ทราบเป็นลายลักษณ์อักษร
               ๔. พรหมจรยะ หรือ พรรมจรรย์ ประพฤติตัวเช่นพรหม คือ ควบคุมกามารมณ์ เมื่อยังไม่แต่งงานจะต้องงดเว้นการมีเพศสัมพันธ์ เมื่อแต่งงานแล้วต้องมีความซื่อสัตย์ต่อสามีและภรรยา ก่อนการแต่งงานจะต้องใช้พลังทั้งหมดเพื่อการศึกษา เมื่อแต่งงานแล้วต้องสร้างความสำเร็จให้แก่ชีวิตการแต่งงาน อย่าใช้พลังทางเพศไปในทางสำส่อนทางเพศ ทั้งทางความคิด ทางวาจา และทางกาย ควมคุมใจเกี่ยวกับเพศตรงข้าม คบคนที่มีจิตใจสูง แต่งตัวและใช้คำพูดสุภาพ  หลีกเลี่ยงสื่อลามกต่างๆ
               ๕. กษมา ความอดทนอกกลั้น อดทนต่อสถานการณ์ที่ไม่อำนวยและอดกลั้นต่อบุคคลที่สร้างความไม่พึงพอใจให้แก่ตน พยามทำตัวให้เข้าได้กับทุกสถานการณ์  ใครจะทำอะไรก็ปล่อยให้เขาทำไปตามสภาพทางจิตใจของเขา อย่าเอามาเป็นอารมณ์  ในการสนทนาอย่าโต้เถียงด้วยอารมณ์อย่าพยายามแสดงว่าความคิดของตนเหนือกว่าความคิดของผู้อื่น อย่ารีบร้อนโดยขาดสติ  มีความอดทนและอดกลั้นต่อเด็กและต่อผู้สูงอายุ ลดความเครียดของตน  ระงับสติอารมณ์ให้คงที่เมื่อพบสิ่งร้ายๆหรือสิ่งดีๆในชีวิต
               ๖. ธฤติ ความมีจิตใจแน่วแน่มั่นคง  พยายามเอาชนะความท้อแท้ มีความกล้า ไม่โลเล ไม่มีใจที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาไม่แน่นอน มีมุ่งมั่นไปสู่เป้าหมาย โดยใจอยู่ที่พระเป็นเจ้า ด้วยความไม่ท้อถอย ด้วยแผนงาน และแรงกระตุ้นจากภายใน มีความมั่นคงในการตัดสินใจ  หลีกเลี่ยงความเกียจคร้านความเฉื่อยชา สร้างพลังใจให้มีความเข้มแข็ง สร้างความกล้าให้เกิดขึ้นในใจ มีความขยัน  พยายามเอาชนะอุปสรรค อย่าให้การคัดค้านหรือความกลัวความล้มเหลวนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงยุทธศาสตร์
               ๗.ทยา  ความกรุณา พยามเอาชนะ ความมีใจโหดเหี้ยม โหดร้าย ความรู้สึกโกรธง่ายเจ้าอารมณ์ต่อสิ่งมีชีวิตทั้งปวง ให้มองเห็นพระเป็นเจ้าในตัวมนุษย์และสัตว์ทั้งหลาย มีความรู้สึกที่ดี ต่อสัตว์ ต่อพืช และต่อดิน ให้อภัยต่อผู้ที่ขอโทษ มีความเห็นอกเห็นใจเมื่อผู้อื่นมีความขัดสนและตกทุกข์ได้ยาก  ให้ความเคารพและนับถือคนที่อ่อนแอ  ยากจน สูงอายุ ไม่เข้าข้างคนที่ทำทารุณกรรมต่อคนในครอบครัว
               ๘.อรชวะ ความซื่อตรง  ละทิ้งการหลอกลวงและทำสิ่งที่ไม่ชอบ ทำตัวตรงไปตรงมาแม้ในยามยาก ปฏิบัติตามกฎหมายแห่งชาติของตนและของชาติที่ตนอาศัย เสียภาษี มีความซื่อตรงในการทำธุรกิจ ทำงานประจำวันด้วยความตรงไปตรงมา ไม่ติดสินบนและไม่รับสินบน ไม่โกง ไม่หลอกลวง หรือใช้วิธีการคดโกงเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ต้องการ ซื่อตรงต่อตนเอง เมื่อตัวเองทำผิดก็ยอมรับผิดไม่โยนความผิดให้คนอื่น
               ๙. มิตาหาระ ควบคุมการบริโภคอาหาร รับประทานอาหารพอประมาณไม่มากเกินไป ไม่รับประทานอาหารที่มีเนื้อ คือ เนื้อสัตว์ ปลา หอย ไก่ ไข่ ฯลฯ บริโภคเฉพาะอาหารมังสวิรัติ ไม่บริโภคอาหารที่ไม่มีประโยชน์ต่อร่างกาย รับประทานอาหารเป็นเวลา รับประทานอาหารเมื่อรู้สึกหิวไม่รับประทานเพราะความอยาก รับประทานอาหารชนิดง่ายๆแต่มีประโยชน์ ไม่รับประทานอาหารที่ฟุ่มเฟือยแต่มีประโยชน์น้อย
               ๑๐. เศาจะ ความสะอาดบริสุทธิ์  รักษาความบริสุทธิ์ทั้งทางกายและภายในใจ  รักษากายให้มีความสะอาดมีพลานามัยที่ดี รักษาบ้านและที่ทำงานให้สะอาด ประพฤติตนตามหลักศีลธรรม คบคนดี ไม่สุงสิงกับคนที่ประพฤติมิชอบทางเพศ เช่น ผู้ประพฤติผิดทางเพศกับหญิงหรือชายที่ไม่ใช่สามีหรือภรรยาตน  ไม่คบกับโจรหรือคนที่มีอาชีพไม่สุจริต  หลีกเลี่ยงสื่อลามก และหลีกเลี่ยงการใช้กำลังทำร้ายผู้อื่น ไม่ใช้คำพูดที่ระคายหูผู้อื่น คำพูดที่แสดงความโกรธ หรือคำหยาบคาย ทำสมาธิให้ใจสงบทุกวัน
 
คำสอนจากภควัทคีตา (ราว พุทธศตวรรษที่ ๒)
                ภควัทคีตาเป็นคำสอนที่พระกฤษณะสอนอรชุนซึ่งเป็นโอรสองค์ของพระเจ้าปาณฑุ ในสงครามมหาภารตะระหว่างฝ่ายปาณฑวะ (โอรสของพระเจ้าปาณฑุ) กับฝ่ายเการวะ (โอรสของพระเจ้าธฤตราษฏระ) เป็นคำสอนที่เป็นกลาง ทุกศาสนาสามารถนำไปเป็นแนวทางดำเนินชีวิตได้ ต่อไปนี้เป็นคำสอนที่คัดมาเพียงบางส่วน

                โดยอาศัยเพียงการนิ่งเฉยไม่ทำอะไรเลย ซึ่งโดยธรรมชาติของมนุษย์แล้วเป็นไปไม่ได้ บุคคลไม่อาจจะพ้นจากผลของการกระทำ(ผลกรรม)หรือไม่อาจจะเข้าถึงความจริงอันสูงสุดโดยอาศัยปัญญาได้ (การพ้นจากผลของกรรมและการรู้ทุกสิ่งตามความเป็นจริงเป็นวิถีสำหรับการหลุดพ้นไปจากการเวียนว่ายตายเกิด) (ภควัทคีตา ๓.๔) คนที่เมื่อมองอย่างผิวเผินทำท่าทางสงบเหมือนว่าสามารถควบคุมประสาทสัมผัสที่เกี่ยวกับสิ่งเร้าอารมณ์ภายนอกได้ แต่ภายในใจนั้นนึกถึงแต่สิ่งเร้าอารมณ์ภายนอก คนประเภทนี้ทางศาสนาถือว่าเป็นคนลวงโลก คนหน้าไหว้หลังหลอก (มิถยาจาร) (๓.๗) แต่ในทางที่กลับกันบุคคลที่ใช้ใจควบคุม ตา หู จมูก ลิ้น ผิวหนัง(ชญาเนนทรีย์) และ มือ เท้า ปาก ทวารหนัก ทวารเบา(กรรเมนทรีย์) ไม่ให้ตกอยู่ใต้อำนาจของสิ่งเร้าอารมณ์ภายนอก แล้วปฏิบัติกรรมโยค (ทำงาน โดยไม่ยึดติดกับผลประโยชน์ที่จะได้รับจากการทำงานนั้น) บุคคลนั้นถือว่าเหนือคนอื่นๆ (๓.๘) บุคคลบริโภคของที่ผู้อื่นให้แล้วไม่ให้สิ่งใดตอบแทนผู้นั้นก็คือโจรนั่นเอง(๓.๑๒) คนที่ไม่มีอะไรที่จะต้องทำเพื่อตัวเองอีกต่อไปแล้ว ก็คือ (๑) คนที่สนุกสนานกับตนภายใน (๒)อิ่มอกอิ่มใจกับตนภายใน (๓)รู้สึกว่าตนมีพอเพียงแล้ว (๓.๑๗) สิ่งที่ทำแล้วหรือสิ่งที่ยังไม่ได้ทำ ไม่มีความหมายสำหรับคนที่อยู่ในภาวะเช่นนี้ (เพราะเขาคำนึงเฉพาะการทำประโยชน์เพื่อผู้อื่นในกาลเวลาที่เป็นปัจจุบันเท่านั้น) และเขาไม่มีความรู้สึกว่าจะต้องพึ่งพาสัตว์โลกอื่นใดอีกต่อไป(๓.๑๘) ดังนั้นเราจะต้องทำงานโดยไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ที่จะได้เป็นการตอบแทน คนที่ทำงานเช่นนี้จะพบความจริงอันสูงสุดด้วยตัวเอง (๓.๑๙)

               ผู้ที่พึงพอใจกับสิ่งที่ได้มาโดยไม่ได้แสวงหา ไม่มีความริษยา มีจิตใจอยู่เหนือสิ่งที่เป็นคู่แบบตรงกันข้าม(เช่น ความสุขและความทุกข์) มีความรู้สึกคงเดิมในความสำเร็จและความล้มเหลว ผู้นั้นเป็นกรรมโยคีแม้จะทำสิ่งใดอยู่ ผลกรรมของเขาไม่มี(๔.๒๒) ผู้ปฏิบัติตามวิถีกรรมโยค มีใจใสสะอาด ชนะใจตนเอง ชนะอินทรีย์(ตา หู จมูก ลิ้น ผิวหนัง) มีอาตมันเป็นหนึ่งเดียวกับสิ่งมีชีวิตทั้งหลายถึงจะทำอะ ไร ผลของการกระทำไม่มี(เขาจะไม่มีผลกรรมที่เป็นต้นเหตุของการเวียนว่ายตายเกิด)(๕.๗) ฝ่ายชญานโยคีผู้รู้ทุกสิ่งตามสภาพที่แท้จริงของสิ่งนั้นๆ ไม่ว่าเขาจะเห็นก็ดี ได้ยินก็ดี สัมผัสก็ดี ดมกลิ่นก็ดี กินก็ดี เดินก็ดี นอนก็ดี ปัสสาวะก็ดี ถ่ายอุจจาระก็ดี เราต้องรู้ว่า เขาไม่ได้ทำอะไรเลยและจะต้อง ทราบว่า(ในกรณีของเขา) ตัวสิ่งที่ทำคืออินทรีย์และสิ่งเร้าอารมณ์ข้างนอก(ไม่ใช่ตัวชญานโยคีเป็นผู้ทำ)(๕.๘-๙)

เดือน 5  
เดือน 5 นี้ จัดว่าเป้นการเปิดศักราชใหม่ตามปฏิทินโหราศาสตร์ของศาสนาฮินดู ซึ่งตรงกับวันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 5 และในขณะเดียวกันวันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 5 นี้จนกระทั่งถึงขึ้น 9 ค่ำ จะตรงกับนวราตรี ผู้ที่เคารพบูชาพระแม่อุมาจะทำการบูชาเจ้าแม่ทั้ง 9 ปาง ในแต่ละคืนเมื่อเสร็จแล้วจึงจะบูชาไฟและเชิญเด็กหญิงไม่เกิน 10 ขวบ ทั้ง 9 คน โดยเริ่มตั้งแต่ 2 ขวบเรื่อยไปตามลำดับจนครบ 9 ปางมาร่วมพิธี ผู้ชุมนุมในงานจะมอบสิ่งของให้แก่เด็กทั้ง 9 คน  

เดือน 6
ในเดือนนี้จะมีการบูชาพระวิษณุในวันขึ้น 3 ค่ำ และวันขึ้น 14 ค่ำ สาวนวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นวันศูนย์กลางของ สงกรานต์เป็นวันเพ็ญแรกของปีนับว่ามีความสำคัญมาก ประชาชนจึงทำพิธีบูชาไฟและทำบุญตามประเพณีของตระกูล  

เดือน 7
          วันขึ้น 11 ค่ำ เดือน 7 เป็นวันบูชาพระวิษณุ มีการอดอาหารและน้ำ 1 วัน
          วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 7 เป็นวันเริ่มแห่งการเข้าพรรษา นักบวชผู้เป้นสันยาสีจะต้องอยู่ประจำที่ 4 เดือน เพราะเป็นฤดูฝน นอกจาก เดินทางไม่สะดวกแล้ว ยังมีแมลงเกิดขึ้นมากมายอาจเหยีบยย่ำสัตว์เหล่านี้ทำให้เป็นบาปติดตัว  

เดือน 8
           วันขึ้น 2 ค่ำจะมีการแห่รูปพระวิษณุ โดยเฉพาะที่แคว้นอัสสัมมีการฉลองพิธีนี้อย่างใหญ่โต
           วันขึ้น 15 ค่ำ เป็นวันไหว้ครู

เดือน 9
           วันขึ้น 5 ค่ำ เรียกว่านาคปัญจมี จำทำการบูชาพญานาคด้วยน้ำนม ถ้างูกินของผู้ใด ผู้นั้นจะได้รับอันตรายจากงูเป็นเวลา 1 ปี
            แรม 4 ค่ำ เป็นวันบูชาพระพิฆเนศ ซึ่งต้องอดอาหารตลอดวันจนพิธีเสร็จ และพระจันทร์ปรากฏขึ้นเมื่อใดจึงจะรับประทานอาหารได้
            แรม 6 ค่ำ เป็นวันบูชาพระสุริยเทพส่วนแรม 8 ค่ำ บูชาพระกฤษณะด้วยการอดอาหารจนถึงเที่ยงคืนจึงจะรับประทานอาหาร

เดือน 10
            วันขึ้น 3 ค่ำ เป็นวันสำคัญของพระแม่อุมาและพระศิวะเชื่อกันว่าสตรีใดบำเพ็ญตบะในวันนี้จะได้สามีที่ดีและจะอยู่ร่วมกัน อย่างมีความสุข เพราะเป็นวันที่พระแม่อุมาทรงบำเพ็ญตบะวิงวอนของแต่งงานกับพระศวะ และพระศิวะได้ตกลงรับสัญญา พร้อมทั้งให้พรสตรี ที่บำเพ็ญตบะในวันนี้
            วันขึ้น 15 ค่ำ เป็นวันที่ศาสนิกชนทำพิธีบูชาสักการะดงวิญญาณของบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว และจะเชิญ พวกสันยาสีมาฉันอาหารที่บ้าน  

เดือน11
ในเดือนนี้ตลอดวันขึ้น 1 ค่ำ ถึงวันขึ้น 9 ค่ำ เป็นวันนวราตรี จะมีการทำพิธีบูชาตลอด 9 วัน เช่นเดียวกับเดือน 5 ส่วนวันขึ้น 10 ค่ำ เป็นวันพระแม่อุมา โดยเฉพาะพวกวรรณะกษัตริย์จะต้องบูชาเป็นพิเศษ เชื่อกันว่าใครบูชาพระนางในวันนี้จะได้รับชัยชนะตลอดปี
           วันขึ้น 15 ค่ำ ในตอนกลางคืนพวกพราหมณ์และผู้นับถือศาสนาฮินดู จะบูชาพระวิษณุด้วยสิ่งของสีขาวล้วน
           แรม 13 ค่ำ เป็นวันที่ผู้นับถือศาสนาทำพิธีบูชาพระแม่ลักษมี พระพิฆเนศ พระกุเวร พระสรัสวดี พระอินทร์ เมื่อบูชาแล้วต้องไปซื้อเสื้อผ้าและของใช้ใหม่ ๆ จะได้เกิดศิริมงคล
           แรม 14 ค่ำ พวกพราหมณ์จะบูชาพระยายมในตอนกลางคืน มีการจุดประทีปตามไฟเป็นการถวายพระยายม เมื่อตายไปจะไม่ไปนรกแต่ถ้าหากทำกรรมหนักขนาดลงนรกก็จะมีไฟนำทางอันเป็นผลมาจากการจุดประทีปถวายพระยายนั่นเอง
  ....     อนึ่งในวันนี้เป็นวันเกิดของอนุมาน ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นปางหนึ่งของพระศิวะ
           แรม 15ค่ำ เป็นวันบูชาเทพทั้ง 5 พระองค์ และเป็นวันบูชาพระลักษมี  

เดือน12
           ขึ้น 1 ค่ำ เป็นวันถวายอาหารเทพเจ้าทั้งหมด 56 อย่าง
           ขึ้น 2 ค่ำเป็นวันที่พี่ชายหรือน้องชายต้องไปกินอาหารบ้านพี่สาวหรือน้องสาว และจะต้องนำของขวัญไปให้ด้วย จากนั้นพี่สาวหรือน้องสาว จะเจิมหน้าผากให้เพื่อความเป็นสิริมงคล
           ขึ้น 12 ค่ำ เป็นวันบูชาพระวามนะ ปางหนึ่งของพระวิษณุ
           ขึ้น 15 ค่ำ เป็นวันบูชาพระวิษณุ  

เดือน ยี่
           วันขึ้น 15 ค่ำ เป้นวันบูชาพระวิษณุ และถวายประทีปแก่เทพเจ้าในเทวาลัย
           วันขึ้น 6 ค่ำ ถึงแรม 6 ค่ำ รวม 15 วัน ป็นวันพระราชพิธีตรยัมปวาย เป็นพิธีเริ่มการเพาะปลูกโดยบูชาพระอิศวรและ พระนารายณ์เดือน 3
           วันขึ้น 5 ค่ำ บูชาพระสรัสวดีจะทำให้สติปัญญาดีขึ้น นอกจากนี้ ในวันเดียวกันยังบูชาพระกามเทพและพระวิษณุ ประชาชนจะพากันไปล้างบาปที่แม่น้ำ
           วันขึ้น 15 ค่ำ เป็นวันบูชาเทพเจ้า แล้วแต่ใครศรัทธาองค์ใดก็บูชาองค์นั้น
           วันขึ้น 15 ค่ำ เป็นวันศิวราตรี พวกพราหมณ์บูชาพระศวะตลอด 24 ชม. ด้วยการอดอาหารและอดนอม  

เดือน 4
           วันขึ้น 15 ค่ำ เป็นวันเผาของสกปรก
           แรม 1 ค่ำ เรียกว่าโฮลี มีการเล่นสาดสีใส่กันเพื่อให้เชื้อโรคสิ้นไป วันนี้อาจเรียกได้ว่าเป็นวันตรุษของแขก เป็นวันสนุกสนานของคนทุกวรรณะ โดยเฉพาะพวกวรรณะศูทรถือว่าเป็นวันสำคัญมากในชีวิตของพวกเขา
           แรม 15 ค่ำ เดือน 4 ถือว่าเป็นวันสิ้นปีของศาสนาฮินดู  




ศาสนาฮินดู

เส้นทางศาสนาในอินเดีย article
ศาสนาพราหมณ์ article
พิธีกรรมเกี่ยวกับความตายของฮินดู article
กรุสมบัติโบราณมูลค่ากว่าสองหมื่นล้านดอลล่าร์ article



Copyright © 2011 All Rights Reserved.